เจ้าชายไร้ยางอาย



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีแคว้นเล็กๆ ทว่าสวยงามอยู่แห่งหนึ่ง ราชาของแคว้นมีเมตตาและราชินีงดงามยิ่งนัก เพียงแต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาขมขื่นเป็นอย่างมาก นั่นคือพวกเขาไม่มีลูก
.
ทุกๆ วันราชินีจะอธิษฐานต่อเทพเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่งเทพเจ้าได้ตอบรับคำอ้อนวอนของนาง
.
เทพเจ้ากล่าว: "โอ้ ลูกสาวที่งดงาม ตอนเจ้าพบราชาครั้งแรก เขาดูเป็นเช่นไร?"
.
ราชินีตอบ: "ตอนนั้นพวกเราทั้งคู่ยังเด็กมาก สีหน้าของเขาตอนเห็นข้าครั้งแรกค่อนข้างน่าพรั่นพรึง"
.
เทพเจ้าถามอีก: "เขาดูเป็นเช่นไรตอนเจ้าตกหลุมรักเขา?"
.
ราชินีตอบ: "เวลานั้นเขาเป็นราชาแล้ว ในแต่ละวันเขาจะขะมักเขม้นอยู่กับเรื่องปกครองแคว้น เขาขยันขันแข็งมาก"
.
สุดท้ายเทพเจ้าถามนาง: "เช่นนี้เขาเป็นอย่างไรในคืนแต่งงาน?"
.
ราชินีเหนียมอาย: "อา ... ข้าจะพูดได้อย่างไร? มันค่อนข้างน่าอาย ..."
.
จากนั้นเทพเจ้ากล่าวกับนาง: "เอาล่ะ เจ้าจะมีลูกสามคน แต่พวกเขาจะไม่สมบูรณ์แบบ เจ้ายังจะรักพวกเขาไหม?"
.
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราชินีย่อมรักลูกๆ ของนาง นางกล่าวขอบคุณเทพเจ้า และรีบไปบอกข่าวดีกับสามีของตน
.
ไม่นานหลังจากนั้นราชินีได้ให้กำเนิดแฝดสาม เจ้าชายน้อยสามคนมีสุขภาพแข็งแรง ราชากับราชินีมีความสุขมาก พวกเขาเฝ้าดูลูกๆ ของตนเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน
.
อย่างไรก็ตาม ผู้คนในพระราชวังเริ่มสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งไม่ค่อยถูกต้อง ราชินีนึกถึงเรื่องที่เทพเจ้าบอกกับนางมาก่อน เวลานี้คำพูดเหล่านั้นได้สะท้อนผ่านเจ้าชายทั้งสาม
.
เจ้าชายใหญ่ชื่อเบรฟ เขาแข็งแรงและมีเสน่ห์ ทั้งยังกล้าหาญชาญชัยเป็นพิเศษ เขามักมองข้ามอันตรายและทำให้ผู้อื่นขวัญหนีดีฝ่อเป็นประจำ เขาเป็นชายหนุ่มที่ไม่รู้จักความกลัว
.
เจ้าชายรองชื่อสวิง จุดแข็งของเขาคือเขาเป็นคนขยันขันแข็งและไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยล้า บางครั้งบางคราวราชากับราชินีก็กังวลว่าสวิงจะล้มป่วยเพราะทำงานหนักเกินไป เขาเป็นชายที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
.
กระนั้นเจ้าชายเล็กที่ชื่อเชมค่อนข้างพิเศษ เขาหล่อเหลาไม่แพ้พี่ชายทั้งสอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนอื่นวิตกกังวลเกี่ยวกับตัวเขาตั้งแต่เล็ก นั่นคือเขาไม่รู้จักอายแม้แต่น้อย
.
เขาไม่มีความสำนึกเรื่องเกียรติ สามารถวิ่งแก้ผ้าให้เห็นโดยไม่ใส่ใจ ทั้งยังสามารถแสดงออกถึงความใคร่ของตนเองต่อหน้าทุกคน เมื่อคนอื่นบอกเขาว่ามันไม่เหมาะสม เขาใคร่ครวญเกี่ยวกับมัน ทว่าหลังจากพิจารณารอบด้าน เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเขาต้องอับอาย ไม่ว่าราชากับราชินีอบรมสั่งสอนเขามากเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนทัศนคติของลูกชายคนเล็กได้ สุดท้ายพวกเขาได้แต่ใช้วิธีขมขู่โดยบอกว่า "หากเจ้าไม่ทำตามที่บอก พวกเราจะโมโหมาก ถึงแม้เจ้าไม่เข้าใจว่าทำไม แต่เจ้ามีทางเลือกเดียวคือต้องเชื่อฟัง"
.
การข่มขู่ได้ผล นับจากนั้นเป็นต้นมาเจ้าชายองค์เล็กรู้ว่าเขาจำเป็นต้องใส่เสื้อผ้า ทั้งยังรู้ว่าไม่สามารถถอดเสื้อผ้าของผู้อื่น
.
หลายปีผ่านไป เจ้าชายทั้งสามอายุสิบเจ็ดปี ในวันเกิดของพวกเขา ราชาได้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่
.
ทั้งปราสาทเต็มไปด้วยเสียงดนตรีเบิกบานและถนนหนทางถูกโปรยด้วยกลีบดอกไม้ ฝูงชนมารวมตัวกันที่หน้าลานพระราชวัง เห็นราชาผู้ทรงแสนยานุภาพและราชินีผู้งดงาม จากนั้นเจ้าชายน้อยทั้งสามได้ปรากฏกาย
.
ในวันเฉลิมฉลอง เจ้าชายต้องกล่าวสุนทรพจน์และบอกประชาชนว่าพวกเขารักแคว้นของตนเพียงใด งานฉลองดำเนินไปอย่างราบรื่น เจ้าชายทั้งสามเชื่อฟังเป็นอย่างดี สุดท้ายพวกเขายืนตามลำดับบนระเบียง เตรียมกล่าวคำพูดกับประชาชน
.
เบรฟที่ไม่รู้จักความกลัว เขากล่าว "ข้ารักแคว้นนี้เหมือนที่ข้ารักดาบของข้า ดาบคอยช่วยเหลือข้า และข้าไม่มีวันให้ดาบแตกหัก"
.
สวิงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขากล่าว "ข้ารักแคว้นนี้เหมือนที่ข้ารักหนังสือ กระเป๋าเดินทาง ถนน พืชและทุ่งนา วิญญาณของข้าเป็นของเจ้า และข้ามอบชีวิตนี้ให้แก่พวกเจ้าทั้งหมด"
.
ในที่สุดก็ถึงตาเชมที่ไม่รู้จักอาย เขาเดินมาด้านหน้าและกล่าววาจาด้วยรอยยิ้มบาดตา "ข้ารักแคว้นนี้เหมือนที่ข้ารัก □□ ของตนเอง"
.
ฝูงชนต่างพากันส่งเสียงฮือฮา ราชากับราชินีแทบล้มทั้งยืน พี่ชายทั้งสองของเชมหันขวับมามองเขาด้วยอาการตกใจสุดขีด
.
เขาเพิ่งพูดชื่ออวัยวะที่มีเฉพาะผู้ชาย มากไปกว่านั้น เขาเอ่ยมันด้วยท่าทางเปิดเผย ไม่อ้อมค้อมสักนิด
.
หลังงานฉลอง ราชาโมโหมาก เขาสั่งให้เจ้าชายเชมอยู่ในห้องและไตร่ตรองถึงสิ่งที่ตนเองกระทำ จากนั้นเขาเชิญนักปราชญ์และอาจารย์จากทั่วแคว้นเพื่อปรึกษาว่าเขาควรอบรมเชมอย่างไร
.
"ฝ่าบาท ท่านอย่าได้ลงโทษเขา" มหาปราชญ์เอ่ยวาจา "ท่านเคยได้ยินนิทานเรื่องเจ้าหญิงกับเกลือมาก่อนหรือไม่ กษัตริย์ถามลูกสาวสามคนว่าพวกนางรักเขามากเท่าไร ลูกคนโตกล่าวว่า 'ข้ารักท่านเหมือนน้ำตาล' ลูกสาวคนรองกล่าว 'ข้ารักท่านเหมือนน้ำผึ้ง' ทว่าลูกสาวคนเล็กกลับพูดว่า 'ข้ารักท่านเหมือนเกลือ' กษัตริย์เชื่อว่าเกลือด้อยค่าและมีอยู่ดาษดื่น ดังนั้นด้วยความโกรธจัด จึงเนรเทศลูกสาวคนเล็ก หลายปีต่อมาเมื่อลูกสาวคนเล็กอภิเษกกับกษัตริย์แคว้นเพื่อนบ้าน นางเชิญบิดาของตนมางานแต่งงาน ทว่ากลับจงใจเตรียมอาหารให้เขาโดยไม่ใส่เกลือ ..."
.
ราชาโอบกอดราชินี ร่างของเขาสั่นเทาไปหมด "ข้าเข้าใจแล้ว หากพวกเราลงโทษเชมเพราะเรื่องนี้ ภายหน้าเชมจะตัด □□□□ ของตัวเอง ...?"
.
มหาปราชญ์แอบคิดกับตัวเองในใจ ตรรกะของเรื่องนี้ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น แต่พื้นฐานก็ไม่ถือว่าผิด เขาจึงพยักหน้าอย่างขมขื่น
.
ยิ่งราชาขบคิดมากเท่าไหร่ เขายิ่งช้ำใจมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่อาจปล่อยให้เจ้าชายเชมทำตามใจตัวเอง แต่ก็ไม่อาจจัดการขั้นรุนแรงกับเขาเช่นกัน เขาจะทำอย่างไร? หากพฤติกรรมเช่นนี้ยังดำเนินต่อไป อาจทำให้เขาหาเจ้าหญิงของตัวเองไม่ได้!
.
มหาปราชญ์เกิดความคิด "เจ้าชายทั้งสามล้วนหนุ่มแน่นและแข็งแรง ถ้าอย่างไรให้พวกเขาเก็บกระเป๋าพร้อมอาวุธ และออกเดินทางเป็นไร? โดยปกติเมื่อเจ้าชายออกไปผจญภัย พวกเขามักพบเจ้าหญิงหรือหญิงงามที่ต้องการความช่วยเหลือ หลังจากช่วยเจ้าหญิงเหล่านั้นได้แล้ว พวกเขาย่อมแต่งงานกัน! ท่านอาจใช้โอกาสนี้เพื่อฝึกฝนพวกเขา และทำให้พวกเขาเป็นเจ้าชายที่ดีกว่าเดิม"
.
ราชาเห็นด้วย วันต่อมาเขาเรียกเจ้าชายทั้งสามและให้พวกเขาออกไปผจญภัยในดินแดนห่างไกล บอกพวกเขาให้ช่วยเหลือคนอ่อนแอและลงทัณฑ์สิ่งชั่วร้ายอย่างสุดความสามารถ เจ้าชายทั้งสามยินยอมทำตาม พวกเขาเก็บกระเป๋าและออกเดินทางจากปราสาทอย่างรวดเร็ว
.
ไม่นานหลังจากนั้น บรรดาเจ้าชายได้ยินข่าวลือว่ามีพ่อมดชั่วร้ายอาศัยอยู่ในหอคอยสูงในป่า ภายในหอคอยมีเจ้าหญิงจากแคว้นเพื่อนบ้านถูกกักขังไว้ ทั่วหล้านี้นางเป็นหญิงสาวซึ่งสวยที่สุด พ่อมดข่มขู่แคว้นของนางว่าหากพวกเขาไม่ยอมมอบตัวเจ้าหญิงให้เขา เขาจะจับตัวหญิงสาวทั้งหมดจากในแคว้น เจ้าหญิงมีจิตใจดีงาม ดังนั้นนางจึงยอมเดินเข้าสู่ป่าลึก
.
เบรฟที่ไม่รู้จักความกลัวกล่าว "พวกเราต้องช่วยเหลือเจ้าหญิง พวกเรามีสามคม ดังนั้นต้องเอาชนะพ่อมดได้แน่"
.
สวิงที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เขาขยับแว่นตาของตนเอง "เมื่อคืนข้าไม่ได้นอนทั้งคืน เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพ่อมด ตามคำบอกเล่า พวกเราต้องหาของสามอย่างเพื่อเอาชนะเขา หากไม่มีของสามอย่างนี้ เขาจะไม่ยอมแพ้"
.
"ไม่ว่าของนั้นคืออะไร พวกเราต้องหามาให้ได้" เชมที่ไม่รู้จักอายเอ่ยวาจา
.
ด้วยประการฉะนี้ เจ้าชายทั้งสามเดินเข้าไปในป่า หลังจากเผชิญกับความยากลำบากนานัปการ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าหอคอยของพ่อมด ทั้งสามมองหอคอยที่สูงเสียดฟ้าด้วยอาการทอดถอนใจ พวกเขาเริ่มเกิดข้อสงสัย
.
"ทำไมพ่อมดต้องอาศัยอยู่ในที่สูงขนาดนี้?" เบรฟเอ่ย "ข้าคิดว่าเขากลัวผู้อื่นแอบเห็นแผนการร้ายของเขา"
.
"พ่อมดสามารถสร้างหอคอยสูงขนาดนี้ได้อย่างไร?" สวิงกล่าว "ข้าคิดว่าเขาต้องมีความรู้และเวทมนตร์ไม่ธรรมดา"
.
"ทำไมพ่อมดต้องการเจ้าหญิงแค่คนเดียว ไม่ใช่หญิงสาวทั้งหมดในแคว้น?" เชมพูดขึ้นในท้ายที่สุด "ข้าคิดว่าร่างกายของเขาต้องไม่แข็งแรง และขาดความสามารถในการ □□□□"
.
ภายใต้สายตาตะลึงและประณามของพี่ชายทั้งสอง เชมไม่ได้พูดจนจบประโยค แต่เขาเชื่อในมุมมองของตนเอง
.
เจ้าชายทั้งสามกระหน่ำโจมตีประตูหอคอยและขึ้นไปด้านบนต่อ พวกเขาไม่กลัวสัตว์ประหลาดที่จู่ๆ ก็กระโจนใส่พวกเขา สัตว์ประหลาดเปิดปากที่เต็มไปด้วยเลือด แต่พอพวกมันเห็นท่าทางองอาจกล้าหาญของเหล่าเจ้าชาย พวกมันจึงกลายเป็นควันและหายตัววับจากไปทันที
.
สุดท้ายประตูเปิดออก พ่อมดสวมเสื้อคลุมสีดำ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
.
ด้านหลังพ่อมด ม่านกำมะหยี่ประดับทองเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นลูกกรงโลหะเป็นทางยาวคล้ายกรงนกขนาดใหญ่ เจ้าหญิงถูกกักขังอยู่ภายในกรง นางมีห้องนอนหรูหราและเสื้อผ้าที่ประดับด้วยอัญมณีมากมาย ทว่ามือของนางมีกำไลข้อมือที่เหมือนกุญแจมือ ส่วนเท้าก็มีโซ่ตรวนลักษณะเดียวกัน นางไม่สามารถก้าวขาออกจากกรง
.
พ่อมดเริ่มหัวเราะเมื่อเผชิญกับการประณามของเจ้าชาย "ผู้กล้าของข้า ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ถึงแม้เจ้าฆ่าข้าก็ไม่อาจเปิดกรงที่กักขังเจ้าหญิงได้ เพราะข้าได้ลงคำสาปไว้ที่กรงขัง มันจะเปิดออกเมื่อใครบางคนนำของสามอย่างที่ข้าค้นหามามอบให้กับข้า"
.
"ของนั้นคืออะไร?" เจ้าชายถามพร้อมกัน
.
"อย่างแรก เจ้าต้องหาก้อนน้ำตาลที่ทำให้คนมึนเมา ทว่าต้องไม่ผสมเหล้า อย่างที่สอง เจ้าต้องหาไฟที่ทำให้คนอบอุ่น ทว่าต้องไม่ไหม้มือของพวกเขา อย่างที่สาม เจ้าต้องหาดาบที่ทำผู้คนหวาดกลัว ทว่าต้องไม่มีใบมีดแหลมคม"
.
เมื่อพ่อมดร่ายความต้องการของตนเองจบ เขากล่าวต่อ "ข้าไม่อาจให้คำใบ้ เพราะข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะหาของเหล่านี้ได้จากที่ไหน หากเจ้าไม่สามารถหาพวกมันมา แม้ว่าข้าคิดปล่อยนางด้วยตนเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน"
.
เจ้าชายไม่เชื่อเขา และต้องการพุ่งเข้าไปที่กรงขัง พ่อมดโบกมือ จากนั้นปีศาจน่ากลัวปรากฏต่อหน้าเจ้าชาย หนนี้เหล่าปีศาจทรงพลังมาก ทั้งยังมีกรงเล็บแหลมคมราวใบมีด พวกมันพ่นไฟเพื่อป้องกันมิให้เจ้าชายเข้าใกล้เกินไป
.
เจ้าชายใหญ่เบรฟ ยกดาบของตนเอง เขากู่ร้องชื่อแคว้นและเทพเจ้าของตน จากนั้นพุ่งเข้าใส่ปีศาจอย่างกล้าหาญ เจ้าชายรองสวิง เขาฉวยโอกาสเลี่ยงการต่อสู้ มาที่หน้ากรงและหยิบหนังสือเวทมนตร์กองใหญ่ออกจากกระเป๋าอันหนักอึ้งของตนเอง จากนั้นเริ่มทดลองร่ายเวทมนตร์แต่ละอันเพื่อปลดโซ่ตรวนบนร่างเจ้าหญิง
.
สุดท้ายแต่สำคัญไม่น้อยหน้าคนอื่น เจ้าชายเล็กเชม เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเริ่มถอดเสื้อผ้าตัวเองทีละชิ้น
.
"จะ-เจ้าจะทำอะไร!" พ่อมดตื่นตระหนก ปีศาจของเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับเจ้าชายใหญ่ ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้ามาคุ้มกันเขา"
.
เจ้าชายใหญ่เบรฟตัดหัวปีศาจตัวแรก ต่อมาเฉือนแขนปีศาจตัวที่สอง เหล่าปีศาจกลายเป็นควันแล้วสลายหายไปทันที เหลือปีศาจแค่ตัวเดียวเท่านั้น และชัยชนะของเบรฟอยู่แค่เอื้อม
.
เจ้าชายสวิงใช้เวทมนตร์ปลดโซ่ตรวนที่เท้าของเจ้าหญิงได้สำเร็จ เวลานี้กำลังพยายามปลดกุญแจมือ เจ้าหญิงเคลื่อนไหวเท้าของตนอย่างตื่นเต้นดีใจขณะที่นางนั่งใกล้ลูกกรง พลางส่งเสียงให้กำลังใจเจ้าชาย
.
ตอนนั้นเอง เจ้าชายเล็กเชมได้เปลือยกายล่อนจ้อน เขาใช้ร่างกายที่ออกกำลังอย่างดีเยี่ยมกับเหล่าทหารตลอดทั้งปี กักตัวพ่อมดที่ตอบสนองอย่างเชื่องช้าบนเก้าอี้นั่ง
.
เขานวดคอของพ่อมด และจูบปากเขาอย่างเร่าร้อน จากนั้นเริ่มลงมือทรมานและกระตุ้นครอบงำซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ในเทพนิยาย พ่อมดไม่ทันสังเกตว่าปีศาจตัวสุดท้ายแพ้ราบคาบ เขานอนไร้เรี่ยวแรงต่อหน้าเจ้าชายเล็ก ราวกับโดนคำสาป
.
หลังจากนั้นเจ้าชายเล็กถือโอกาสใช้ประสบการณ์เปลื้องผ้ามาหลายปี ถอดเสื้อคลุมของพ่อมด ขณะนี้ในที่สุดเจ้าชายรองสามารถใช้เวทมนตร์ปลดกุญแจข้อมือของเจ้าหญิง ส่วนเจ้าชายเล็กกำลังกักตัวพ่อมดที่งอตัวอยู่ในอกรุ่มร้อนของเขา
.
สุดท้ายพ่อมดพบว่าสิ่งที่ไม่อาจบรรยายในเทพนิยายกำลังดุนร่างกายเขา อวัยวะส่วนนั้นที่ไม่เหมาะจะปรากฏอยู่ในเทพนิยายกำลังสั่นระริก จากนั้นเจ้าชายเล็กพูดชิดใบหูพ่อมด
.
"ก่อนอื่นข้าจะลูบไล้เจ้าด้วยริมฝีปากของข้า เมื่อข้า □□□ และ □□□ ของเจ้า □□□ ชัดเจนว่ามันไม่มีเหล้าผสมอยู่ แต่ว่าร่างกายของเจ้ากลับอ่อนปวกเปียกราวกับมึนเมา จูบของข้าทำให้เจ้าเมามายเหมือนก้อนน้ำตาลปราศจากเหล้า ต่อมาเจ้าเริ่มหลั่งเหงื่อเมื่อร่างกายของข้า □□□ และ □□□ เจ้า แขนขาและกล้ามเนื้อของข้าคือไฟที่ทำให้ผู้อื่นอบอุ่นโดยไม่เผาไหม้ เวลานี้ □□□ ของข้าอยู่ที่ □□□ ของเจ้า หากข้า □□□ เจ้าจะรู้สึกถึง □□□ ของ □□□ ไม่ว่าเจ้าขอร้องเพียงใด ข้าจะไม่หยุด สิ่งนี้มิได้เป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้า ทว่าเจ้ากลับตัวสั่นเทา เจ้าเห็นไหม □□□ ของข้าคือดาบที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว โดยไม่จำเป็นต้องมีใบมีดแหลมคม"
.
ปีศาจทั้งหมดสลายไป โซ่ตรวจบนร่างกายเจ้าหญิงถูกปลดออกทั้งหมด กรงที่ไม่อาจทำลายเริ่มมีรอยร้าว ทว่ามันไม่ยอมเปิดออก
.
เจ้าชายใหญ่เก็บดาบเข้าที่ เจ้าชายรองเก็บหนังสือของตน พวกเขากำลังยืนอยู่ข้างกรงขัง เจ้าชายเล็กมองพี่ชายของตนก่อนเอ่ย "ในอีกแง่หนึ่ง หากพวกเรามองจากมุมมองของทั่วแคว้น เช่นนี้พี่ชายใหญ่เบรฟคือชายที่ไม่รู้จักความกลัวตั้งแต่เด็ก เขาคือผู้กล้าที่ไร้พ่าย เขาคือดาบอันยิ่งใหญ่ที่สามารถโจมตีความกลัวทั่วแว่นแคว้น ทว่าไม่ใช่ดาบอันแหลมคม"
.
"พี่รองสวิงคือชายที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขามักขยันขันแข็งศึกษาค้นคว้า และสมัครใจทำงานหนักเป็นประจำ นำมาซึ่งความรู้และความหวังแก่ผู้อื่น เขาคือไฟที่ดีที่สุด สามารถทำให้ผู้อื่นอบอุ่น ทว่าไม่เผาไหม้พวกเขา"
.
"ส่วนข้า ข้าคือน้ำตาลที่สามารถทำให้ผู้คนมึนเมาโดยไม่จำเป็นต้องผสมเหล้า เหมือนที่ข้ากำลังทำกับเจ้าอยู่ในขณะนี้"
.
กรงแตกออกอย่างสิ้นเชิง และเจ้าหญิงเป็นอิสระ นางมองเหล่าเจ้าชาย ตอนแรกนางอยากวิ่งไปหาเจ้าชายรองสวิง ทว่าก่อนที่นางจะไปถึงตัวเขา เขากลับพุ่งตรงไปที่ห้องหนังสือของพ่อมด ดังนั้นเจ้าหญิงจึงเปลี่ยนวิถี แล้ววิ่งไปทางเจ้าชายใหญ่เบรฟแทน นางกอดรอบเอวเขา สร้างฉากงดงามของอัศวินช่วยเหลือหญิงงาม
.
เชมยังนั่งอยู่บนบัลลังก์พ่อมด ทว่าเขาไม่ได้หยุดพักหลังจากได้รับชัยชนะ เขาใช้น้ำตาลมึนเมาของตัวเองปราบพ่อมด ใช้ไฟอันอบอุ่นกักขังพ่อมด ทั้งยังใช้ดาบอันน่าหวาดกลัวพิชิตพ่อมดอย่างแท้จริง ด้วยประการฉะนี้ จึงเกิดเป็นภาพที่ไม่อาจบรรยายในเทพนิยาย
.
เจ็ดวันต่อมา เจ้าชายทั้งสามหวนกลับไปยังปราสาท ราชากับราชินีตื้นตันจนน้ำตาไหล พวกเขารู้สึกเหมือนลูกๆ ของตนยอดเยี่ยมมาก
.
เบรฟที่ไม่รู้จักความกลัว เขาได้หัวใจของเจ้าหญิงแคว้นเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับผู้กล้าและเจ้าหญิงทั้งหลายแหล่ พวกเขาจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วนิจนิรันดร์ ราชาพบว่าตั้งแต่เบรฟแต่งงาน เขาก็ไม่บ้าระห่ำอีกต่อไป ความจริงเวลานี้เขากลายเป็นคนละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิม ราชายินดีมากที่เห็นบุตรชายไม่เพียงแต่กล้าหาญ ทว่าเขายังเป็นคนอ่อนโยนอีกด้วย
.
สวิงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาได้รับความรู้ที่พ่อมดมีไว้ในครอบครอง และร่ำเรียนทั้งวันทั้งคืน เมื่อเขาพบปัญหาที่ตนเองไม่เข้าใจ เขาจะไปขอคำแนะนำจากพ่อมด เขาต้องการกระจายเวทมนตร์นี้ไปทั่วดินแดน และใช้มันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ราชากับราชินีบอกเขาว่าอย่างโหมตัวเองเกินไป เขากล่าวว่าจะพักผ่อนเป็นอย่างดี เพราะเขาต้องการมีร่างกายที่แข็งแรง จะได้ถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปทั่ว ราชายินดีมากเพราะจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงว่าบุตรชายคนรองจะป่วยเพราะทำงานหนักเกินไป
.
ส่วนเจ้าชายเล็กเชมที่ไม่รู้จักอาย ถึงแม้เขาไม่ได้เจ้าหญิงหรือหนังสือเวทมนตร์ ทว่าเขาได้ตัวพ่อมดเอาไว้เอง ตอนแรกราชาคัดค้านอย่างรุนแรง ไม่ว่าอย่างไรเจ้าชายจะอยู่กับพ่อมดได้เช่นไร? อย่างไรก็ดี ราชาได้ค้นพบในภายหลังว่ามันก็มีผลดีในระดับหนึ่งเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เชมอยู่กับพ่อมด เขาไม่เคยเปลื้องผ้าตัวเองหรือถอดเสื้อผ้าผู้อื่นในที่สาธารณะอีกเลย ทั้งราชาและราชินีต่างยินดีมากที่สุดท้ายพวกเขาพบว่าบุตรชายคนเล็กรู้จักมีเกียรติสักที
.
ทว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิด เชมแค่เรียนรู้ที่จะมีความเป็นส่วนตัวเท่านั้น ภายในห้องนอนส่วนตัวในปราสาท เขายังคงกระทำเรื่องไร้ยางอายกับพ่อมดต่อไป ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถใช้ชีวิตมั่วโลกีย์อย่างเป็นสุขชั่วกาลนาน
.
จบ

ความคิดเห็น